Internet | Application Layer | TCP/IP | Router | ATM Networking | Multimedia

บทบาทของ Router


อุปกรณ์ Router มีหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายที่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน ไม่ว่าเครือข่ายนั้นจะต่างหรือเหมือนกันในด้านกายภาพก็ตาม การเชื่อมโยงนี้มีหลายลักษณะส่วนใหญ่แล้วจะเชื่อมโยงกันโดยผ่านบริการ Wide Area Network service (WAN service) เช่น การเชื่อมโยงด้วยบริการ ISDN (integrated Services Digital Network), Frame Relay, point-to-point leased circuit, บริการเครือข่าย X.25 หรือ แม้กระทั่ง ATM (Asynchronous Transfer Mode) อุปกรณ์ Router ทำงานที่ Layer 3 หรือ network layer ในมาตรฐาน OSI model การส่งข้อมูลจะทำได้โดย ไม่ต้องสนใจว่าด้านกายภาพของเครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่จะเป็นอย่างไร บทบาททำงานอย่างคร่าวๆของ Router เป็นดังนี้
• เมื่ออุปกรณ์ Router ได้รับข้อมูลหรือ data packet มาจากพอร์ตเชื่อมต่อจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อน ด้วยขบวนการคำนวณ checksum ถ้าข้อมูลที่ใดผิดพลาดก็จะยกเลิกการทำงานและไปอ่าน data packet ใหม่แล้วจึงกลับเข้ามาทำงานต่อ ถ้าขบวนการ checksum ถูกต้องก็จะทำงานในขั้นต่อไป
• ต่อมา Router จะพิจารณาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลของ data packet นี้ว่าต้องส่งออกไปยังเครือข่ายอื่นอย่างไร ในขั้นตอนนี้ Router จะตรวจสอบและทำการคำนวณค่าจากข้อมูล routing table ของตน คือจาก "ตารางข้อมูลของเส้นทางการส่งผ่านข้อมูล" ซึงต่อไปจะเรียกว่า routing table ปรับปรุงข้อมูลพิจารณาเส้นทางตาม "ขบวนการพิจารณาเส้นทางส่งผ่านข้อมูล" ต่อไปจะเรียกว่า routing algorithm เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วจะทำงานในขั้นต่อไป
• นำข้อมูล data packet ที่ทราบว่าต้องส่งผ่าน data packet นี้ไปอย่างไร ลงในลำดับหรือ queue เพื่อรอการส่งต่อออกไป
• นอกจากนี้ Router ยังมีการรับและส่งข้อมูล routing table ระหว่าง Router ตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากเครือข่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เส้นทางการส่งข้อมูลที่ดีที่สุดอาจเป็นเส้นทางที่ใช้ไม่ได้ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนี้ จะมีการติดต่อกันโดยใช้โปรโตคอลพิเศษคุยกันเรียกว่า routing protocol หรือโปรโตคอลสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

การระบุเส้นทางด้วย Static Route และ Routing Protocol


การกำหนดเส้นทางการส่งผ่านข้อมูลแบบตายตัว หรือ static route นี้เป็นการระบุเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล โดยผู้ดูแลระบบเป็นผู้คิดและจัดทำขึ้น ให้แต่ละการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายและเตรื่องปลายทางมีเส้นทางที่ตายตัว จากนั้นเก็บเป็นข้อมูลเส้นทางลงเป็น routing table ใน router ข้อมูลดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงระหว่างการทำงานของ Router ได้ แม้ว่าเครื่องปลายทางจะมีปัญหาหรือวงจรเชื่อมโยงบางช่วงจะลมไปก็ตาม ตัวอย่างตามรูป


ตัวอย่าง Router A ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่าย network A กับเครือข่าย network B และ network C ภายในตัว Router A ถูกกำหนดเส้นทางการส่งผ่านข้อมูลแบบ static route โดยมีข้อกำหนดว่า ถ้าต้องการส่งข้อมูลไปที่เครือข่าย network C จะต้องผ่านไปที่ Router B เสียก่อน ในรูปแบบดังกล่าวถ้าวงจรเชื่อมโยงระหว่าง network A และ network B หรือวงจรเชื่อมโยงระหว่าง network B และ network C ล่มไปหรือไม่สามารถใช้งานได้ การส่งผ่านข้อมูลจาก network A ก็จะทำไม่ได้เช่นกัน นอกเสียจากว่าจะมีการแก้ไขข้อมูล static route ใน routing table เสียก่อน
ทางแก้ไขที่ดีกว่านั้นเกิดขึ้นตามแนวคิดที่ว่า ถ้าให้ Router A สามารถเรียนรู้ว่าการส่งผ่านข้อมูลนี้ สามารถอาศัยเส้นทางอื่นแทนได้ก็จะทำให้การส่งผ่านข้อมูลไม่มีปัญหาแม้ว่าวงจรเชื่อมโยงบางวงจรทำงานไม่ได้ การเรียนรู้และการกำหนดเส้นทางใหม่โดยอัตโนมัติ จะต้องอาศัยโปรโตคอลที่ทำหน้าที่พิเศษในด้านการพิจารณาการหาเส้นทางการส่งผ่านข้อมูลเพื่อติดต่อกัยระหว่าง Router นั้นก็คือมี Routing protocol เข้ามาช่วยเหลือตัว routing protocol จะทำหน้าที่พิจารณาเส้นทางและแลกเปลี่ยนสถานะของเส้นทางระหว่าง Router ด้วยกันและปรับปรุงข้อมูลเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในเครือข่าย