|
หินอัคนี
เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืดที่หลอมละลายอยู่ใต้เปลือกโลกและลาวาแบ่งออกเป็น
2 พวก คือ
1. เกิดจากการที่หินหนืด
(ลาวา) เย็นตัวและตกผลึกอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหินที่มีผลึกแร่ขนาดเล็กละเอียดเรียกว่า
หินอัคนีพุหรือหินอัคนีภูเขาไฟ (Vocalnic or Extrusive
Rocks) เย็นตัวบนเปลือกโลกหรือผิวโลก เช่นหินไรโอไลต์
(Rhyolite) หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นต้น
2. เกิดจากการที่หินหนืด
(Magma) เย็นตัวและตกผลึกอย่างช้า ๆ กลายเป็นหินอัคนีที่มีผลึกแร่ขนาดใหญ่
เย็นตัวภายในเปลือกโลก เรียกว่าหินอัคนีแทรกซอนหรือหินอัคนีบาดาล
( Plutonic or Intrusive Rocks) เช่น หินแกบโบ (Gabbro)
หินแกรนิต (Granite) เป็นต้น
|
|
หินไรโอไลต์
(Rhyorite)

ประกอบด้วยผลึกแร่เนื้อละเอียดเป็นพวกแร่ควอตซ์
แร่เฟลด์สปาร์ และแร่ไมกา
|
หินแอนดีไซต์
(Andesite)
เป็นหินอัคนีพุหรือหินภูเขาไฟ
เนื้อละเอียด แน่นทึบ มีผลึกละเอียดกระจัดกระจายอยู่ ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ดู
ใช้ทำถนน ทางรถไฟ ทำหินเกล็ด
|
หินบะซอลต์
(Basalt)
แร่ประกอบหินบะซอลต์
ได้แก่ แร่เฟลด์สปาร์ แร่ไพรอกซิน และแร่โอลีวีน
ทำให้หินบะซอลต์มีสีดำเข้มถึงสีดำ ผลึกแร่ประเภทนี้จะมีขนาดเล็กมาก
บางครั้งผลึกแร่ขนาดเล็ก จะห่อหุ้มผลึกแร่ขนาดใหญ่ไว้กลายเป็นเนื้อดอก
|
|
หินพัมมิช
(Pumice) 
มีลักษณะเหมือนหินสคอเรีย
แต่รูพรุน มีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบาลอยน้ำได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า"หินลอยน้ำ"
หรือ "หินส้ม" ใช้ทำวัสดุขัดถู มักพบตามชายฝั่งทะเล
|
หินออบซิเดียน
(Obsidian)
เกิดจากหินหนืดที่ขึ้นมาแข็งตัวบนเปลือกโลก
มีซิลิกาเจือปนมากมีความหนืดสูง ทำให้ลาวาแข็งตัวอย่างรวดเร็ว
ผลึกแร่จึงไม่มีเวลาตกผลึก มีลักษณะคล้ายเนื้อแก้ว เปรียบเทียบได้กับวัสดุแก้ว
นำมาทำอาวุธในสมัยยุคแรก เช่น ใบหอก
|
หินแกรนิต
(Granite)
เกิดจากการเย็นตัวของแมกมาอย่างช้า
ๆ มีผลึกขนาดใหญ่ เนื้อแข็ง แวววาว สายแร่ที่มีสินแร่โลหะมีค่าหลายชนิดมักพบร่วม กับหินแกรนิตเนื้อหยาบจะเป็นหินให้กำเนิดแร่
รัตนชาติได้ดีมีส่วนประกอบของแร่ซิลิกา 3 ชนิด ได้แก่
แร่ควอตซ์ แร่เฟลด์สปาร์ และแร่ไมกา ในส่วนหินแกรนิตสีชมพูพบแร่เฟลด์สปาร์
ชนิดออร์โทเคลส
|